กฐินสามัคคี พุทธศักราช ๒๕๕๔
วัดพุทธธรรม (ศูนย์ปฏิบัติธรรม) เมืองมิวนิค สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
วันอาทิตย์ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๔
**************
รายนามเจ้าภาพกฐินสามัคคี (ข้อมูลวันที่ ๑๗ กันยายน ปรับรายนามเจ้าภาพ)
๑.ประธานกฐิน
๒.รองประธานกฐิน
๓.กรรมการกฐินบาตรอิติปิโส ๑๐๘

กฐิน (บาลี: กฐิน) เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือน แล้วสามารถรับมานุ่งห่มได้ โดยคำว่า "กฐิน" หรือ"การกรานกฐิน" จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เท่านั้น

ความหมายของกฐินกฐิน เป็นศัพท์บาลี แปลตามศัพท์ว่าไม้สะดึง คือ "กรอบไม้" หรือ "ไม้แบบ" สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรในสมัยโบราณ ซึ่งผ้าที่เย็บสำเร็จจากกฐินหรือไม้สะดึงแบบนี้เรียกว่า ผ้ากฐิน (ผ้าเย็บจากไม้แบบ) กฐิน อาจจำแนกตามความหมายเพื่อความเข้าใจง่ายได้ดังนี้
๑.กฐิน เป็นชื่อของกรอบไม้แม่แบบ (สะดึง) สำหรับทำจีวร ดังกล่าวข้างต้น
๒.กฐิน เป็นชื่อของผ้าที่ถวายแก่พระสงฆ์เพื่อกรานกฐิน (โดยได้มาจากการใช้ไม้แม่แบบขึงเย็บ)
๓.กฐิน เป็นชื่อของงานบุญประเพณีถวายผ้าไตรจีวรแก่พระสงฆืเพื่อกรานกฐิน
๔.กฐิน เป็นชื่อของสังฆกรรมการกรานกฐินของพระสงฆ์

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต.

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท

การได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา)
และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่งๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย

ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมานาน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุุุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน

ความสำคัญพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่นการถวายกฐินนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งทำให้การถวายกฐินมีความความพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่นดังนี้
๑.จำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้
๒.จำกัดเวลา คือกฐินเป็นกาลทานอย่างหนึ่ง (ตามพระบรมพุทธานุญาต) ดังนั้นจึงจำกัดเวลาว่าต้องถวายภายในระยะเวลา ๑ เดือน นับแต่วันออกพรรษา เป็นต้นไป
๓.จำกัดงาน คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐิน
๔.จำกัดไทยธรรม คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่พระวินัยกำหนดไว้
๕.จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษา และจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ รูป
๖.จำกัดคราว คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ ๑ ครั้งเท่านั้น
๗.เป็นพระบรมพุทธานุญาต ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาตผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเอง นับเป็นพระประสงค์โดยตรง

ตามพระวินัยแล้ว ไม่ได้จำแนกการทอดกฐิน (การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์) ออกเป็นชนิด ๆ ไว้แต่อย่างใด คงกล่าวแต่เพียงในส่วนการทำหรือรับผ้ามากรานกฐินของพระสงฆ์เท่านั้น แต่หากพิจารณาจากประเพณีที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน คงพอจำแนกชนิดของการทอดกฐินได้เป็น ๒ คือ

จุลกฐิน : ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต.

๑. จุลกฐิน
จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีกวันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ไม่ปรากฏประเพณีการทอดกฐินชนิดนี้ในประเทศพุทธเถรวาทประเทศอื่น สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการทอดจุลกฐินมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หน้า ๒๖๘ ว่า "ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) โปรดให้ทำจุลกฐิน" ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่านั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า "กฐินแล่น" (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)

เค้ามูลของการทำจีวรให้เสร็จในวันเดียว ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถา กล่าวถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้ารับสั่งในคณะสงฆ์ในวัดพระเชตวันร่วมมือกันทำผ้าไตรจีวรเพื่อถวายแก่พระอนุรุทธะผู้มีจีวรเก่าใช้การเกือบไม่ได้แล้ว โดยในครั้งนั้นเป็นงานใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงช่วยการทำไตรจีวรด้วย โดยทรงรับหน้าที่สนเข็มในการทำจีวรครั้งนี้ด้วย

สาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องมาจากกำหนดการกรานกฐินนั้นมีระยะเวลาจำกัด และพระสงฆ์ไม่สามารถขวนขวายดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ (เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) จึงอาจมีบางวัดที่ใกล้กำหนดหมดฤดูกฐินแต่ยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวาย) ทำให้ในสมัยก่อนเมื่อใกล้เดือน ๑๒ (หมดฤดูกฐิน) มักจะมีผู้ศรัทธาตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงต้องเร่งรีบขวนขวายจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมกันจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จก่อนหมดฤดูกฐิน (เพราะสมัยก่อนไม่มีผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปสำหรับขาย) การร่วมมือกันจัดทำจุลกฐินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

พิธีทอดถวายผ้ากฐิน : ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต.

๒.มหากฐิน
มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้

กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง ๑ เดือน คือตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ (วันเพ็ญเดือน ๑๒) ระยะเวลานี้เรียกว่า "กฐินกาล" คือระยะเวลา "ทอดกฐิน" หรือ "เทศกาลทอดกฐิน"

การทอดกฐินในประเทศไทย
กฐินหลวง
กฐินหลวงเป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน กฐินหลวงนี้จัดเครื่องพระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น)

เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน. ณ วัดบวรนิเวศ

กฐินหลวงในปัจจุบันมีเพียง 16 วัดเท่านั้น เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นต้น

กฐินต้น
กฐินต้น เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานยังวัดราษฎร์เป็นการส่วนพระองค์

กฐินพระราชทาน
กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร (ในปัจจุบันกรมการศาสนารับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย)

กฐินราษฎร์
กฐินราษฎร์ คือกฐินที่ราษฏรหรือประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาจัดถวายผ้ากฐิน และเครื่องกฐินไปถวายยังวัดราษฎร์ต่าง ๆ โดยอาจแบ่งออกเป็นจุลกฐิน และมหากฐิน (กฐินสามัคคี) ในปัจจุบันกฐินราษฎร์ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า กฐินสามัคคี ผู้เป็นประธานหรือเจ้าภาพในการทอดกฐินจะให้ความสำคัญกับการรวบรวม (เรี่ยไร) เงินและสิ่งของเพื่อเข้าประกอบเป็นบริวารกฐินมากกว่า เพราะวัดสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ และเนื่องจากการถวายผ้ากฐินเป็นกาลทาน จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นงานสำคัญประจำปีของวัดต่าง ๆ โดยทั่วไปในประเทศไทย

ธงจระเข้-นางมัจฉา
๑. สมัยโบราณนิยมแห่ผ้ากฐินไปทอดตามวัดต่าง ๆ โดยอาศัยเรือเป็นสำคัญ การเดินทางไปตามลำน้ำมักมีอันตรายจากสัตว์น้ำต่าง ๆ เนือง ๆ เช่น จระเข้ขึ้นมาหนุนเรือให้ล่ม ขบกัดผู้คนบ้าง คนแต่ก่อนหวั่นเกรงภัยเช่นนี้ จึงคิดอุบายทำธงจระเข้ปักหน้าเรือไปเป็นทำนองประกาศให้สัตว์ร้ายในน้ำ เช่น จระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่และดุร้ายกว่าสัตว์อื่นๆ ในน้ำ ให้รับทราบการบุญการกุศล จะได้พลอยอนุโมทนาและมีจิตใจอ่อนลง ไม่คิดที่จะทำอันตรายแก่ผู้คนในขบวนซึ่งเดินทางไปประกอบพิธีการทางศาสนา

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต.

๒. เนื่องจากถือกันว่าดาวจระเข้เป็นดาวสำคัญ การเคลื่อนขบวนทัพในสมัยโบราณต้องคอยดูดาวจระเข้ขึ้น ซึ่งเป็นเวลาจวนสว่างแล้ว การทอดกฐินเป็นพิธีทำบุญที่มีอานิสงส์ไพศาลเพราะทำในเวลาจำกัด มีความสำคัญเท่ากับการเคลื่อนขบวนทัพในชั้นเดิมผู้จะไปทอดกฐินต้องเตรียมเครื่องบริขารและผ้าองค์กฐินไว้อย่างพร้อมเพรียง แล้วแห่ไปวัดในเวลาดาวจระเข้ขึ้น ไปแจ้งเอาที่วัด ต่อมาจึงมีผู้คิดทำธงจระเข้โดยถือว่า ดาวจระเข้เป็นดาวบอกเวลาเคลื่อนองค์กฐิน

๓. มีเรื่องเล่าว่า มีอุบาสกคนหนึ่งนำองค์กฐินแห่ไปทางเรือมีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญในการทอดกฐิน จึงว่ายน้ำตามเรืออุบาสกนั้นไปด้วย แต่ไปได้พักหนึ่งจึงบอกแก่อุบาสกนั้นว่า ตนตามไปด้วยไม่ได้แล้วเพราะเหนื่อยอ่อนเต็มที ขอให้อุบาสกจ้างช่างเขียนภาพของตนที่ธง แล้วยกขึ้นไว้ในวัดที่ไปทอดด้วยอุบาสกรับคำจระเข้แล้วก็ทำตามที่จระเข้สั่ง ตั้งแต่นั้นมาธงรูปจระเข้จึงปรากฏตามวัดต่าง ๆ ในเวลามีการทอดกฐิน

อนึ่ง มีข้อความในจาตุมสูตรตอนหนึ่ง แสดงภัยที่จะเกิดกับพระไว้ ๔ อย่างด้วยกัน ซึ่งเปรียบด้วยภัยที่เกิดแก่บุคคลที่ลงในแม่น้ำหรือทะเล คือ
๑. ภัยเกิดแต่ความอดทนต่อโอวาทคำสอนมิได้ ท่านเปรียบเสมือนคลื่น เรียกว่า อุมฺมิภยํ
๒. ภัยเกิดแต่การเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากมิได้ท่านเปรียบเสมือนจระเข้ เรียกว่า กุมฺภีลภยํ
๓. ภัยเกิดแต่ความยินดีในกามคุณ ๕ ท่านเปรียบเสมือนวังน้ำวน เรียกว่า อาวฏฺฏภยํ
๔. ภัยเกิดแต่การรักผู้หญิง ท่านเปรียบเสมือนปลาร้ายเรียกว่า สุสุกาภยํ

พิจารณารูปธงที่ช่างประดิษฐ์ขึ้น จะเห็นว่ามีภัย ๔ อย่างอยู่ครบ ต่างแต่ว่าเด่นมาก เด่นน้อย หรือเป็นเพียงแทรกอยู่ในความหมายที่เด่นมาก คือ รูปจระเข้ รองลงไปคือ รูปคลื่น ส่วนอีก ๒ อย่างคือ รูปวังน้ำวนและปลาร้าย ปรากฏด้วยรูปน้ำเป็นสำคัญ บางรายเขาเพิ่มธงปลาร้ายขึ้นอีกธงหนึ่ง เรียกว่า "ธงมัจฉา"

ธงรูปจระเข้หรือธงรูปนางมัจฉานี้ ปักไว้ที่หน้าวัด เพื่อแสดงให้ทราบว่าที่วัดนี้ได้มีการทอดกฐินแล้ว ผู้ที่ผ่านไปมาจะได้พลอยอนุโมทนาด้วย.

เจ้าภาพประธานกฐินสามัคคี กองละ ๑,๐๐๐ ออยโร ประกอบด้วย
๑. คุณทัศนีย์ มาร์ชาล
๒. คุณอำไพ Hass อุทิศให้คุณพ่อชัย ภูแม่งไม้
๓. คุณอาทิตย์-คุณศานิตย์ ชัยเฉลิมพล
๔. คุณกาหลง บุญบวก บรีลไมเออร์ อุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อสะอาด คุณแม่เฉลี่ย บุญบวก

 

เจ้าภาพรองประธานกฐินสามัคคี กองละ ๕๐๐ ออยโร ประกอบด้วย
๑. คุณวิไลลักษณ์ นากองแก้ว และครอบครัว
๒. คุณ Kanyapak Schneider และครอบครัว (โอนแล้ว24-06-2011)
๓. คุณปรียาพร โมเซอร์ และครอบครัว
๔. คุณลัดดา Kröner และครอบครัว,คุณบุษบา Müller และครอบครัว
๕. คุณเสาวสุภา ชนะปลื้ม,คุณสุรีรัตน์ เสาสูง
๖. คุณพิศมัย สเตร์เล และครอบครัว
๗. คุณปรารถนา Metz,คุณกนกรัตน์ ไชยศรี
๘. คุณดวงจันทร์ อาสเบิกส์,คุณอารีย์พร ชร๊อทท์,คุณฎาริน Huber
๙. คุณวรรณา สิงห์เพชร์ ร้านพิมาย
๑๐. คุณดวงใจ วาลเทอร์ และครอบครัว,คุณนุสรา งาคะเชนท์
๑๑. คุณวนิดา จันเมธา
๑๒. คุณพนาลักษณ์,คุณแบรนด์ วีซ่า และครอบครัว

 

เจ้าภาพกฐินสามัคคี บาตรอิติปิโส ๑๐๘ ประกอบด้วย
๑ เดือนเพ็ญ นิมิวัฒนะ-Nohr
๒ บุษบา มึลเลอร์
๓ น้องนา
๔ พยอม-แบร์นด์ เก็นแนร์ท
๕ ปรียานุช-คอนราด ฮาร์ทมันน์
๖ บายอด ไรล์โฮเฟอร์
๗ สายพิณ ค็อฟ
๘ Andreas-จุฑารัตน์ เฟลเบอร์
๙ กัลยา กเมลิน
๑๐ Ladda Seewald
๑๑ ศศิกาญจน์ มาลี
๑๒ บุญนำ พนมเขตต์
๑๓ กัษราภรณ์ อินทรปราง
๑๔ จรรยา อินทร์พล(ชีลเค)
๑๕ ทัศนีย์ มาร์ชาล
๑๖ วิลาวัลย์ เศษพลอย
๑๗ มธุรส แวววับ
๑๘ Ladda Fruhstorfer
๑๙ ลัดดา-Deorg-Christorfer Kroner
๒๐ เยาวนา สินปรุ
๒๑ Sombat-Jiri Rozmus
๒๒ นิตยา วิทมันน์
๒๓ ดรุณี ชเลอเกิล
๒๔ นิตยา เวเบอร์
๒๕ Chananchida Pedak
๒๖ Kulart Wagner
๒๗ เทียมฮวย(ป้าอารีย์) Giesmann
๒๘ Thitirat Huber
๒๙ บุญแสง-ฮั้น ฮั้นสยาค๊อบ
๓๐ สุวรรณา เทียมเทียบรัตน์
๓๑ บัวเครือ อิ่นแก้ว
๓๒ ธนพร ทรงคัชชะ Hoferichter
๓๓ Amphai Haas
๓๔ Widorn Zelener
๓๕ ลูกจันทร์ ชิฟเฟอร์
๓๖ ศิริพร
๓๗ จิราพร แสงแก้ว
๓๘ พลินพิศ ดีทริก
๓๙ สายล่าม Samweber
๔๐ แสงมณี (นิด) มาเดอร์
๔๑ หนูเรียม Schottl
๔๒ Rapheephan Schemberger
๔๓ บุญทิ้ง (แก้ว) ชมิดร์
๔๔ อำพร-จิระเมธ สีดา Dereser
๔๕ Naree Juttner
๔๖ ดวงพร โฮลเบิล
๔๗ Pattanee Kukam
๔๘ บัวลอง-อันเฟรด ซันไมเออร์
๔๙ Prapai Schu
๕๐ รัชนี-มาร์ติน-โยเซฟ ชโตลซ์
๕๑ อารีย์พร ซร๊อทท์
๕๒ Somchan Ropp
๕๓ Wilailak Nakongkaew
๕๔ พันธิรา Koen
๕๕ สุพัน เปียก
๕๖ ณัฐชา คุณเซ
๕๗ Oen Mathes
๕๘ Somjin Sievers
๕๙ จันทร์ฉาย ซีกเลอร์
๖๐ ลักขณา เกลิลงเงอร์
๖๑ Srirat Rappert
๖๒ Pairin-Wolfgang Beclee
๖๓ วรรณภา เจิ๊บเคส
๖๔ Vaewampai Varakjunkriat
๖๕ ธารบุญ ศรีเจริญ
๖๖ See Peyerl
๖๗ รัชดาภรณ์ ไฟโอลา
๖๘ Knaek Reiser
๖๙ อุดร คำเมือง
๗๐ Ratchadawan Cestola
๗๑ สัมฤทธิ์ ฮีล
๗๒ นก SpaNok
๗๓ จารุณี เจ็กสีหา
๗๔ ขวัญหล้า บรุนน์ฮูเมอร์
๗๕ ศิริรัตน์ แซ่ลิ้ม
๗๖ คุณานนต์ ราดเนอร์
๗๗ วันเพ็ญ รูดิค
๗๘ บุญจันทร์ เรสเซิล
๗๙ Watana Lange
๘๐ Noppakao Phalasri
๘๑ Taeo-Michael Bittner
๘๒ Kofa Leipold
๘๓ Jirat Rampl
๘๔ เสาวสุภา,สุรีรัตน์ ชนะปลื้ม,เสาสูง
๘๕ พยอม-แบร์นด์ เบราน์
๘๖ พิมพ์ใจ รัสพ์
๘๗ Kanchana Koblitz
๘๘ ร้าน Ratchada
๘๙ Phawinee Schulz
๙๐ Suwanee Mueller
๙๑ Jirat Khong-In
๙๒ ไสว ซิทเลอร์
๙๓ โสภิดา เพียชิงเงอร์
๙๔ ปราณี แซ่ลิ้ม
๙๕ โชติรส ณ บางช้าง
๙๖ ถาวร (เจี๊ยบ) ฮอยเด็คเคอร์
๙๗ พัชรา คเนอร์เล
๙๘ ปาริฉัตร คุมเลอร์
๙๙ นรินทร์ แก้วเทียน
๑๐๐ Phannipha Seeholer
๑๐๑ Suttheerat,Peter Konkel
๑๐๒ สุวรรณา บอลเมล
๑๐๓ กรกมล คำรวม
๑๐๔ กิติมา ไอเคอร์
๑๐๕ อมร Zotz
๑๐๖ สุกัญญา ภาคอินทรี
๑๐๗ รัชฎา Ernst
๑๐๘ สุดารัตน์ Pickermaier
๑๐๙ ไพรวัล Heiderrerter
๑๑๐ อรพิน Klingers
๑๑๑ สาริณี Zaha
๑๑๒ เบญจมาศ
๑๑๓ สยุมพร พิกเลอร์
๑๑๔ ทองมี สเตร้าส์
๑๑๕ โชติรส,โนวัค มิสาโท
๑๑๖ สมมาตร อาเรนท์
๑๑๗ สุมาลี หอมสนั่น
๑๑๘ บุญนาค,โยฮานเนส Reihl
๑๑๙ จำปี,นฤมล ทักซ์
๑๒๐ Nongrak Georgi
๑๒๑ อุทัย มึลเลอร์
๑๒๒ Somkhuan K?rzinge
๑๒๓ Asama Cecil
๑๒๔ Sairung Posarnig
๑๒๕ ศศิธร Weber
๑๒๖ Wilai Ettinger
๑๒๗ จันทร์สมุทร ประเทศไทย
๑๒๘ นิสารัตน์ สุขผ่อง และครอบครัว
๑๒๙ ดารา สเปียกาทิส
๑๓๐ ลำใย
๑๓๑ Prathana Metz
๑๓๒ ธัญยา หยูทอง และครอบครัว
๑๓๓ ละออง แก้ววิเศษ,Georg Martin K?ning
๑๓๔ หนูเล็ก (นุ่น) และครอบครัว Petersen
๑๓๕ กนกรัตน์ ไชยศรี
๑๓๖ สมภาศ เดชโคตร
๑๓๗ นารีรัตน์ เชื้อคำ ไวเซอร์ และครอบครัว
๑๓๘ เสาวนีย์ แสนชาติ
๑๓๙ สมเกียรติ ทัพวงษา
๑๔๐ กุลธิดา โสภา (โอ๋) Ogden
๑๔๑ อำไพ ไฮเลอร์
๑๔๒ พรทิพย์ โสดาวัลย์ Obermayer
๑๔๓ Andreas Rasohke ตะวัน รัชเค ทองเกิด
๑๔๔ สมจิตร เว้น
๑๔๕ เจริญ ทิพย์สูงเนิน Blischke
๑๔๖ ยุพา ชำรัมย์
๑๔๗ Sugunya Umlauf
๑๔๘ Kwanta Gr?bl
๑๔๙ หน่อย จุรีรัตน์
๑๕๐ นฤดี (Thai Asa) ศรีประเสริฐกุล
๑๕๑ จันทรา กำลังเจริญ
๑๕๒ สัมฤทธิ์ โรมโคกสูง
๑๕๓ Tawisa Falk
๑๕๔ อรชัย เฮมสไตร์
๑๕๕ เรณู Hirtz
๑๕๖ น้องนาง ภัยนอก
๑๕๗ นิออน (หม๋วย) Moser
๑๕๘ Sunan Wecger
๑๕๙ สรณ บุตรสิงห์
๑๖๐ รำไพ Heister,รพีพรรณ
๑๖๑ Nitaya Weisskopf
๑๖๒ แก้ว ซาหลัก
๑๖๓ พรรณภา เงางาม
๑๖๔ ระเบียบ Fusch
๑๖๕ อัญชนา ไพเยอร์
๑๖๖ Suwanna Krenek
๑๖๗ ทองพูล บิ๋กเกอร์
๑๖๘ กนกกร เม้งค์
๑๖๙ จรรยา ดวงจันทร์ดา
๑๗๐ สาคร ดอกพวง
๑๗๑ บุษยา Luzinu
๑๗๒ ดลยา วิทช์เลเบ็น
๑๗๓ รุ่งนภา Gr?del
๑๗๔ จงรักษ์ Meissner
๑๗๕ รัตนา คล้ายอินทร์
๑๗๖ บัวลี Roth
๑๗๗ แสงระวี Fieber
๑๗๘ คำนึง Huber
๑๗๙ ขวัญยืน Rehrl
๑๘๐ พัทธ์ธีรา Schrank
๑๘๑ วิภาดา Abonyi
๑๘๒ พิกุล Caspers
๑๘๓ ทองพิมพ์ Lerzer
๑๘๔ สมคิด Stegemann
๑๘๕ ก้อย (อุทิศเจ้ากรรมนายเวร) ๒ ใบ
๑๘๖ Pirom Kau (หลิน)
๑๘๗ กมลวรรณ โชคทวีโชค
๑๘๘ Kurt-เตือนใจ-เจแนดท์-วิทยา รุคเคนบรอท์
๑๘๙ วิไลรัตน์-รูด๊อฟ เฮิซ
๑๙๐ Kolze-Wangphan Harald/Kitidet
๑๙๑ อำไพ ถอนท่วน
๑๙๒ สุเทพ Malee Samweber
๑๙๓. สุภาพรณ์ มาร์ทิน
๑๙๔. ฉวีวรรณ ชมิดท์
๑๙๕. ตะวัน-ลือเว แสงสาย (๒ ใบ)
๑๙๖. นพรัตน บรันเดิล
๑๙๗. เกษราภรณ์ โชลซ์
๑๙๘. ปาริชาติ Berger